Other

แม่รักลูก แต่ลูกไม่ไหวจริง ๆ

ภัทรพล ขาวสอาด (อ.บิ๊กซ์)
           
 พ่อแม่ จำนวนไม่น้อยในเมืองไทยถูกระบบสังคม และค่านิยมเดิม ๆ ตีกรอบความคิดว่า เด็ก ๆในบ้านถ้าจะมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ หรือพูดง่าย ๆว่า "รวย" ได้สองทางเท่านั้นคือ วิศวะ และ หมอ มันคือความเชื่อเก่า ๆที่ทำร้ายลูกหลานไทยมาหลายสมัยแล้ว ผมไม่ปฏิเสธว่าสองอาชีพนี้สามารถก้าวหน้า หรือรวยได้จริง แต่สิ่งที่เราควรคำนึงถึงก็คือ อาชีพอื่นก็รวยได้เช่นกัน และที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณไม่ควรสอนลูกหลานผิด ๆว่า เป็นหมอเพราะอยากรวย ทั้งที่จริง ๆ แล้ว คนเป็นหมอจำนวนไม่น้อยตั้งเป้าที่จะเรียนหมอ เพื่อรักษาคนนั่นต่างหากสิ่งที่ควรคำนึงถึง ทีนี้เรามาดูกันว่า ค่านิยมนี้ ขยายออกแล้วทำร้ายลูกหลานท่านอย่างไร ขออนุญาตสร้างบทสนทนาของแม่ลูกคู่หนึงนะครับ ซึ่งบอกตรง ๆ ว่าใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมเคยเจอมาพอสมควรเลย

แม่ : ตกลงว่าจะเรียนที่ไหนล่ะเรา คิดได้ยัง
ลูก : ยังไม่รู้เลยแม่ รอดูคะแนนก่อนว่าถึงที่ไหนมั่ง แล้วค่อยว่ากันอีกที
แม่ : ยังไงก็ขอให้ได้พวกหมอไว้ก็ดีนะ จะได้สบาย ๆ
ลูก : โห... แม่ หนูไม่อยากเป็นหมออ่ะ โง่แบบหนูจะเรียนไหวได้ไง เรียนวิทย์ยังตกเลยทุกวันนี้
แม่ :นั่นแหละ แม่แค่บอกว่าเลือก ๆ ไว้ก็ดี แม่แก่ตัวจะได้สบาย เรียนทันตแพทย์ก็ดีนะ รวยดี หมอฟันเปิดคลินิก รวย ๆ กันทั้งนั้น แม่ไปรักษามาวันก่อนหมดไป 8 พัน เนี่ย อาทิตย์หน้านัดอีกแล้ว
ลูก : ไม่เอาอ่ะแม่ ไม่ไหวจริง ๆ แล้วที่สำคัญ หนูไม่ได้ไปสมัครสอบไว้ด้วย
แม่ : แล้วแกจะเรียนอะไร ทำอะไรไม่เคยคิดหน้าคิดหลัง แทนที่จะมีโอกาสดี ๆ ไม่อยากจะพูดด้วยแล้ว

(แล้วแม่ก็เดินจากไปดื้อ ๆ รอเวลาสักพัก หลายวันผ่านไปด้วยความรักจึงกลับมาอีกครั้ง)

แม่ : วิศวะก็ดีนะลูก สมัครไว้มั้ย เนี่ยแม่เห็นข้างบ้านลูกเค้าเป็นวิศวะ เงินเดือนเป็นแสนเลย
ลูก : เค้าทำมากี่เดือนแล้วแม่ เพิ่งทำเมื่อวานเหรอ ฮู้ว....
แม่ : นั่นแหละ แม่ก็แค่บอกไว้ เลือก ๆ ไว้ก็ดี
ลูก : ไม่เอาอ่ะแม่เรียนวิทยาไม่ได้เหรอ ง่ายกว่าเยอะเลย
แม่ : แล้วแกจะทำงานอะไร
ลูก : เอ๊า..... ก็เยอะแยะ กระทรวงวิทย์ไรเงี้ยไง ใคร ๆเขาก็มีงานทำกันทั้งนั้น
แม่ : แล้วมันรวยมั้ยล่ะ แล้วมันมีงานทุกคนเหรอวิทยาน่ะ ประเทศเรามันไม่มีนักวิทยาศาสตร์บ้าบอของแกหรอก จะเอาอะไรกิน
ลูก : หนูไม่ได้อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ หนูแค่อยากมีที่เรียนแม่เข้าใจป่ะ แค่นั้นเอง
แม่ : เด็กสมัยนี้เป็นอะไรไปกันหมด มองแค่เข้ามหาลัยดัง ๆ ไม่เคยคิดถึงเรื่องงาน เรื่องอนาคตเลย
ลูก : ผู้ใหญ่สมัยไหน ๆ ก็เหมือนกันคิดแต่เรื่องรวย ไม่เคยเข้าใจลูกตัวเองเลยว่าทำอะไรได้แค่ไหน อยากเรียนอะไร ถ้าคนมันเรียนไหว มันเรียนไปนานแล้วแม่คณะที่แม่บอกอ่ะ
แม่ : แล้วแกจะเรียนอะไร
ลูก : รัฐศาสตร์!
แม่ : จะเป็นนักการเมืองเหรอ จะบ้าเหรอ มันดีตรงไหน ทำไมไม่เรียนนิติศาสตร์ เป็นอัยการเป็นผู้พิพากษา รวยกว่ากันตั้งเยอะ
ลูก : รวย ๆ ๆ ๆ จะรวยไปถึงไหน แล้วรัฐศาสตร์ เค้าก็ไม่ได้เป็นนักการเมืองอย่างเดียวสักหน่อย
แม่ : จะเป็นอะไรล่ะ เป็นทูตหรือไง หน้าอย่างแก่อ่ะนะ
ลูก : เป็นเมียทูตต่างหาก ฮิ้ว ๆ

(แล้วแม่ก็รำคาญเดินจากไปเช่นเดิม ก่อนจะกลับมาอีกครั้ง หลังคะแนนส่วนแรกประกาศผล)

แม่ : ไงมั่ง ได้หมอมั้ย หรือได้วิศวะ
ลูก : อะไรของแม่เนี่ย หมอไม่ได้สอบ วิศวะก็ไม่เอาแล้วได้ 30 เต็ม 300 อ่ะ ไปแบกปูนเค้ายังไม่รับเลย
แม่ : งั้นถึงคณะอะไรบ้าง เด๋วจะได้ให้ป้าข้างบ้านเค้าช่วยดู คนที่ลูกเค้าเป็นวิศวะอ่ะ
ลูก : ที่รวย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆๆ  อ่ะนะ
แม่ :เออ ติดที่ไหนบ้างอ่ะ
ลูก : ครุศาสตร์ บริหาร วิทยา ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์
แม่ : บริหารเลย
ลูก : รวยอีกดิ
แม่ : เออนะสิ แล้วแกจะเรียนอะไร อย่าบอกนะว่า ครุศาสตร์ แม่ไม่เอาด้วยนะ
ลูก : ทำไมอ่ะ ก็ดีออก แค่เรียนนานไปหน่อย หรือว่าจน
แม่ : ใช่ จนจะตาย แกเคยเห็นครูรวย ๆ เหรอ
ลูก : ครูที่แม่หามาให้หนูเรียนไง กินเงินแม่ไปเป็นล้านแล้วมั้งน่ะ
แม่ : เออว่ะ เป็นติวเตอร์ก็รวยนะ ดี ๆ แกเอาเลย แต่ถ้าไปบรรจุไม่เอานะเว้ย โง่ ๆ อย่างแกได้ไปโผล่ บ้านนอกแน่ ๆ แม่ไม่อยากอยู่บ้านคนเดียวนะเว้ย
ลูก : ถ้ามันได้บ้านนอกจะไปทำไมล่ะแม่ เค้าเลือกได้ อะไรของแม่เนี่ย ไม่รู้แล้วชอบมั่ว
แม่ : แล้วอันดับอื่น ๆ แกจะเลือกอะไรอ่ะ
ลูก : ศิลปศาสตร์ ไม่ก็พวกคณะสังคมฯอ่ะแหละ คะแนนมันถึงแค่นั้นหนิ
แม่ : แล้วแกจะทำงานอะไร เลือกอะไร คิดแต่ว่าเรียนได้ ๆ ไม่คิดถึงเรื่องเรียนจบออกมามั่งเลย
ลูก : ถ้ามันไม่มีงานทำ คณะนี้เค้าจะสอนทำซากอะไรล่ะแม่ แล้วเค้าก็เรียนกันมาหลายสิบรุ่นแล้วมั้ง
แม่ : มีงานทำแล้วงานมันดีเหรอ
ลูก : ทุกอาชีพมันก็มีทั้งสองแบบแหละ มีดีมีเลว
แม่ : มาสอนธรรมะกูอีก
ลูก : โถ่... แม่ แล้วแม่จะให้เรียนอะไร คะแนนมันมีแค่นี้ มันก็มีปัญญาเรียนได้แค่นี้ เอ้า เป็นแม่ แม่จะเรียนอะไร
แม่ : ก็เรียนคณะที่มันมีงานทำไง ง่าย ๆ
ลูก : คณะอะไรอ่ะ
แม่ : จะไปรู้เหรอ คนเรียนนะเว้ย แม่อยู่บ้านจะไปรู้เรื่องได้ไง อย่าให้โมโหนะ วิศวะไง หมอก็ได้
ลูก : มันไม่ได้เรียน คะแนนมันเน่า เข้าใจ หน่อยด้ายม้ายยยยย
แม่ : ก็ไปเรียน ต่างจังหวัดสิ คะแนนนนมานนนนน้อยยยย
ลูก : แล้วจะทำงานอะไรเล่า
แม่ : ก็เป็นวิศวะไง
ลูก :วิศวะบ้านนอกจะไปสู้ใครเค้าได้
แม่ : แล้วทำไมแกไม่ทำให้ได้วิศวะกรุงเทพล่ะ
ลูก : ก็คนมันโง่อ่ะแม่ มันทำได้แค่นี้ แม่จะเอาอะไรอ่ะ
แม่ :คนอื่นทำไมเค้าทำได้ ทำไมแกไม่พยายามล่ะ
ลูก : แม่คนอื่นเค้ายังไม่มากดดันลูกเค้าเลย
แม่ : ก็ชั้นรักแก อยากเห็นแกมีอนาคต มีที่เรียนดี ๆ
ลูก : ตอนแรกหนูมีที่เรียนหลายที่เลย พอแม่มา ที่เรียนหนูหายไปหมดแล้ว เหลือแต่ที่เรียนที่แม่อยากให้เรียน แต่หนูเรียนไม่ได้
แม่ : ทำไมแกเรียนไม่ได้
ลูก : คะแนนหนูเน่า หนูโง่ และหนูไม่ชอบเรียนคณะที่แม่อยากให้เรียน
แม่ : ทำไมแกต้องต่อต้านแม่
ลูก : แม่... คนเรามันมีสิทธิชอบอะไรไม่เหมือนกันได้นะ ไม่งั้นมันจะมีหลายคณะเหรอ
แม่ : แล้วแต่แกเหอะ แม่ไม่อยากจะยุ่ง แล้วแกจะรู้สึก
ลูก : อืม... ก็ดี จากอารมณ์ดี ๆ จะติดจุฬาฯ เครียดเลยเนี่ย เซ็ง...
แม่ : เออ... อย่าเพิ่งไปเดี๋ยวถามหน่อยว่า ปริญญาโท จะเรียนที่ไหน จุฬาฯเท่านั้นเข้าใจมั้ย
ลูก : โว้! ปริญญาตรียังไม่มีที่เรียน จะให้เรียนปริญญาโทอีก เครียด! ติดยาดีกว่ากู

            เป็นอย่างไรบ้างครับบทสนทนาแบบนี้คุ้น ๆ มั้ยครับ ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมาก ต่างคนก็ต่างมีมุมมองในส่วนของตัวเอง แม่ก็อยากเห็นลูกมีอนาคต มีเงินเดือนดี ๆตามความเชื่อของท่าน ส่วนลูกก็อยากแค่มีที่เรียนตามข้อจำกัดด้านต่าง ๆ ของตัวเอง
            ผมไม่อาจบอกได้ว่าใครผิดใครถูก แต่อยากให้พ่อแม่เข้าใจในข้อจำกัดของลูก ๆนะครับ เชื่อเถอะว่าทุกคนย่อมต้องการสิ่งที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงตรงนั้นได้ อย่ามองแค่เรื่องเงิน และงานในอนาคตอย่างเดียว 4-6 ปีต่อจากนี้ เด็ก ๆ ต้องไปอยู่ในที่ ที่พวกเขามีความสุข และค้นหาตัวเองเจอ อย่าลืมนะครับ ว่าคนเรียนคือ ลูก ไม่ใช่คุณ! แต่ถ้าคุณอยากเรียน ก็ไปลงทะเบียนเรียนได้เลยครับ แล้วคุณจะรู้ว่า การศึกษาสมัยใหม่ มันเปลี่ยนไปเยอะเลย
            โอกาสหน้า ผมจะมาพูดเรื่องคณะต่าง ๆ ในมุมมองที่แตกต่างออกไปนะครับ

 
ที่มา http://kruewe.thport.com